Black Ribbon

AISC แถลงการณ์ คุมเข้มเหล็กก่อสร้างจากเตา IF ทั่วอาเซียน หวั่นกระทบความปลอดภัย

03 กรกฎาคม 2569
AISC แถลงการณ์ คุมเข้มเหล็กก่อสร้างจากเตา IF ทั่วอาเซียน หวั่นกระทบความปลอดภัย
  • สภาเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียน (AISC) ออกแถลงการณ์ร่วมเรียกร้องให้รัฐบาล 6 ชาติสมาชิก คุมเข้มการใช้เหล็กที่ผลิตจากเตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ในงานก่อสร้าง เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน
  • รายงานของ AISC ชี้ว่ากระบวนการผลิตของเตา IF ขาดขั้นตอนการกำจัดสิ่งเจือปนที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เหล็กที่ได้มีคุณสมบัติด้อยลง โดยเฉพาะความเหนียวและความต้านทานความล้า ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อโครงสร้างในพื้นที่เสี่ยงภัยแผ่นดินไหว
  • ผลการศึกษาพบว่าเหล็กจากเตา IF มีค่าสิ่งเจือปน (K4) สูงกว่าเหล็กจากกระบวนการผลิตหลักของโลก 4-5 เท่า แม้จะผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นมาตรฐานเก่าที่ไม่ได้กำหนดการทดสอบด้านความสะอาดของเนื้อเหล็ก
  • AISC ระบุว่าหลายประเทศทั่วโลก เช่น จีน ได้สั่งห้ามผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF แล้ว ขณะที่หลายชาติในอาเซียนเริ่มมีมาตรการควบคุม เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัย
  • AISC เสนอ 4 มาตรการเร่งด่วนให้รัฐบาลอาเซียนพิจารณา ได้แก่ การทบทวนและจำกัดการใช้งานเหล็ก IF, การปรับปรุงมาตรฐานการทดสอบให้ทันสมัย และการวางแผนยุติการใช้เตา IF ในระยะยาว

สภาเหล็กและเหล็กกล้าอาเซียน (ASEAN Iron and Steel Council : AISC) ซึ่งประกอบด้วยสมาพันธ์ สมาคม และสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าจาก 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เมียนมา สิงคโปร์ เวียดนาม และไทย ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงความกังวลต่อการใช้ เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (Induction Furnace : IF) ในการผลิตเหล็กสำหรับงานก่อสร้าง พร้อมแนบรายงานผลการศึกษาของคณะทำงาน (Task Force) ที่สรุปข้อค้นพบเชิงเทคนิคและข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้รัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนเร่งดำเนินมาตรการป้องกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน

รายงานดังกล่าวระบุว่า แม้เหล็กที่ผลิตจากเตา IF บางส่วนจะผ่านข้อกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ในปัจจุบัน แต่กระบวนการผลิตที่แตกต่างจากเทคโนโลยีหลักของโลก ทำให้มีข้อจำกัดในการกำจัดสิ่งเจือปนและสารมลทินออกจากเนื้อเหล็ก ส่งผลให้คุณสมบัติทางวิศวกรรมบางประการด้อยลง โดยเฉพาะความเหนียว ความสามารถในการต้านทานความล้า และความปลอดภัยในการใช้งานกับโครงสร้างสำคัญ

AISC ระบุว่า ภายใต้บริบทที่ภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญความเสี่ยงจากแผ่นดินไหวเพิ่มขึ้น รวมทั้งการขยายตัวของกำลังการผลิตเหล็กจากเตา IF ในหลายประเทศ มาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็กที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งพัฒนาขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน อาจไม่เพียงพอสำหรับรองรับเทคโนโลยีการผลิตรูปแบบใหม่ จึงจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงอย่างเร่งด่วน

ผลิตเหล็กกำหนดคุณภาพ ไม่ใช่เพียงผลทดสอบมาตรฐาน

คณะทำงาน AISC อธิบายว่า กระบวนการผลิตเหล็กมีผลโดยตรงต่อคุณภาพของเหล็กก่อสร้าง โดยเฉพาะความแข็งแรง ความเหนียว ความสามารถรับแรงกระแทก และอายุการใช้งานของโครงสร้าง

 

ปัจจุบัน เส้นทางการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างหลักของ ASTAN แบ่งออกเป็น 3 ระบบ ได้แก่

  • BF/BOF (Blast Furnace/Basic Oxygen Furnace)
  • EAF (Electric Arc Furnace)
  • IF (Induction Furnace)

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ กระบวนการทำเหล็กบริสุทธิ์ (Refining Process) สำหรับระบบ BF/BOF และ EAF จะมีทั้ง Primary Refining (การทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นต้น) Secondary Refining (การทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นรอง)

โดยกระบวนการ Primary Refining เป็นขั้นตอนสำคัญในการกำจัดสารมลทินและสิ่งเจือปนออกจากน้ำเหล็ก ภายใต้สภาวะออกซิไดซ์ (Oxidizing Condition)

ในขั้นตอนนี้ ฟอสฟอรัส ตะกั่ว โครเมียม และสารปนเปื้อนอื่น ๆ จะถูกกำจัด ขณะที่โลหะตกค้างอย่างนิกเกิล ทองแดง และโมลิบดีนัม จะถูกทำให้เจือจางลง

นอกจากนี้ สารออกไซด์และสิ่งเจือปนที่ไม่ใช่โลหะจะถูกดูดซับเข้าไปในสแลก (Slag) ก่อนลอยขึ้นสู่ผิวหน้าเตาและถูกกำจัดออก จากนั้นน้ำเหล็กที่สะอาดจะถูกเทออกทางก้นเตา (Bottom Tapping) ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการป้องกันไม่ให้สแลกปะปนกลับลงไปในน้ำเหล็ก

หลังจากนั้นจึงเข้าสู่กระบวนการ Secondary Refining ภายใน Ladle Furnace เพื่อกำจัดกำมะถัน ปรับองค์ประกอบทางเคมี และเพิ่มคุณภาพของเหล็กให้เป็นไปตามมาตรฐาน ตรงกันข้าม เตาหลอมเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ไม่มีขั้นตอน Primary Refining ดังกล่าว

แม้ผู้ประกอบการบางรายจะใช้วิธีแยกสแลก (De-slagging) แต่รายงานระบุว่า วิธีดังกล่าวไม่สามารถทดแทนกระบวนการทำเหล็กบริสุทธิ์ขั้นต้นได้ เนื่องจากไม่มีการเป่าออกซิเจน ไม่มีสภาวะออกซิไดซ์ และไม่มีระบบ Bottom Tapping

ผลคือ สิ่งเจือปนส่วนใหญ่ยังคงตกค้างอยู่ในเนื้อเหล็ก ขณะที่การเทน้ำเหล็กจากด้านบนของเตา ยังเพิ่มโอกาสให้สแลกปะปนเข้าสู่ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมากขึ้น

สิ่งเจือปนสูง ส่งผลโดยตรงต่อคุณสมบัติทางวิศวกรรม

รายงานระบุว่า สิ่งเจือปน (Inclusions) ในเหล็กเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเหนียว (Toughness)
ความสามารถในการยืดตัว
ความต้านทานความล้า (Fatigue Strength)
ความเปราะ (Embrittlement)

เหล็กที่มีสิ่งเจือปนจำนวนมาก จะเกิดรอยแตกร้าวสะสมได้ง่ายเมื่อรับแรงซ้ำ ๆ เช่น แรงสั่นสะเทือน แรงดัด หรือแรงจากแผ่นดินไหว ส่งผลให้อายุการใช้งานของโครงสร้างลดลง

งานวิจัยมาเลเซียพบค่า K4 ของเหล็ก IF สูงกว่า BOF-EAF ถึง 4-5 เท่า

รายงานอ้างอิงผลการศึกษาที่นำเสนอในงาน ASEAN Policymaker Conference on Steel และ ASEAN Iron & Steel Forum 2025 โดย รองศาสตราจารย์ ดร. Nurulakmal จาก Universiti Sains Malaysia ผลการเปรียบเทียบเหล็กเส้นที่ผลิตจาก BOF, EAF และ IF พบว่า แม้เหล็กทั้งสามระบบจะผ่านข้อกำหนดด้านเคมีตามมาตรฐาน MS144 และ MS146 แต่เมื่อนำมาตรวจสอบค่าความสะอาดของเหล็ก (K4 Factor) พบว่า เหล็กจาก IF มีค่า K4 สูงกว่า BOF และ EAF ประมาณ 4-5 เท่า โดยค่า K4 ระหว่าง 600-1,000 หมายถึง มีสิ่งเจือปนในระดับสูงมาก ส่งผลต่อความเหนียวและความล้า
ค่า K4 มากกว่า 1,000 หมายถึง ความสะอาดต่ำ มีสิ่งเจือปนขนาดใหญ่จำนวนมาก ไม่เหมาะสำหรับงานโครงสร้างสำคัญ
ผ่านมาตรฐานเดิม ไม่ได้แปลว่าปลอดภัย

AISC ชี้ว่า ความเข้าใจที่ว่า "ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม จึงปลอดภัย" อาจไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในปัจจุบัน เหตุผลสำคัญคือ มาตรฐานเหล็กของหลายประเทศในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น

  • MS146 (มาเลเซีย)
  • TIS24 (ไทย)
  • PNS49 (ฟิลิปปินส์)
  • TCVN1651 (เวียดนาม)
  • SS560 (สิงคโปร์)
  • SNI2052 (อินโดนีเซีย)

ล้วนพัฒนาต่อยอดจากมาตรฐานอังกฤษ BS4449 ซึ่งมีต้นกำเนิดตั้งแต่ปี 1969 ในช่วงเวลาดังกล่าว อุตสาหกรรมเหล็กเชิงพาณิชย์ใช้เฉพาะ BF/BOF และ EAF เท่านั้น จึงไม่มีความจำเป็นต้องกำหนดการทดสอบด้านความสะอาดของเหล็ก เช่น ค่า K4 เพราะกระบวนการผลิตทั้งสองระบบสามารถควบคุมสิ่งเจือปนได้โดยธรรมชาติ

เมื่อเทคโนโลยี IF ถูกนำมาใช้ผลิตเหล็กก่อสร้างในเชิงอุตสาหกรรม การทดสอบเดิมจึงอาจไม่สามารถสะท้อนความเสี่ยงใหม่ที่เกิดขึ้นได้

หลายประเทศทั่วโลกเริ่มจำกัดการใช้ IF

รายงานระบุว่า หลายประเทศได้ดำเนินมาตรการควบคุมการใช้เตา IF อย่างจริงจัง อาทิ จีน สั่งห้ามผลิตเหล็กเส้นจากเตา IF ตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2560 โดยจัดเหล็กประเภทนี้เป็น "Ditiao Steel" หรือเหล็กไม่ได้มาตรฐาน พร้อมปรับมาตรฐาน GB1499-2018 ให้ระบุชัดว่าเหล็กก่อสร้างต้องผลิตจาก BF/BOF หรือ EAF เท่านั้น

อินเดีย กำหนดมาตรฐานภายใต้ BIS และ Quality Control Orders (QCOs) ซึ่งผู้ผลิต IF จำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติได้ ส่งผลให้ไม่สามารถใช้เหล็ก IF สำหรับงานโครงสร้าง

ไทย กำหนดให้เหล็กเส้นทุกชนิดต้องแสดงสัญลักษณ์กระบวนการผลิตบนตัวเหล็ก ได้แก่ OH, BO, EF และ IF เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

สิงคโปร์ แนวทางจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐสนับสนุนการใช้เหล็กจาก BOF และ EAF สำหรับงานก่อสร้าง

เวียดนาม มีนโยบายทยอยลดการใช้เตา IF ควบคู่กับการยกระดับเทคโนโลยีการผลิตเหล็ก โดยสมาคมเหล็กเวียดนามเสนอให้ควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดและวางแผนยุติการใช้ IF ในระยะยาว

ฟิลิปปินส์ หน่วยงานรัฐและองค์กรวิศวกรรมผลักดันมาตรการควบคุมเหล็ก IF อย่างเข้มงวด เนื่องจากกังวลต่อความปลอดภัยในประเทศที่เผชิญภัยธรรมชาติบ่อยครั้ง

มาเลเซีย จำกัดการอนุมัติเตา IF ใหม่ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อควบคุมกำลังการผลิตเหล็กก่อสร้างจากเทคโนโลยีดังกล่าว

อาเซียนกำลังเผชิญความเสี่ยงแผ่นดินไหวมากขึ้น

AISC ระบุว่า ประเด็นนี้ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวหลายครั้งในภูมิภาค รวมทั้งเหตุแผ่นดินไหวในรัฐยะโฮร์ของมาเลเซีย และเหตุอาคารถล่มในประเทศไทยซึ่งเกิดขึ้นภายหลังแผ่นดินไหวขนาด 7.7 ในเมียนมา

แม้หลายประเทศอาเซียนจะอยู่นอกแนววงแหวนแห่งไฟ แต่ผลการศึกษาทางธรณีวิทยาพบแนวรอยเลื่อนกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ จึงไม่สามารถละเลยความเสี่ยงด้านแผ่นดินไหวได้อีกต่อไป

คุณภาพเหล็กจึงกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสามารถในการต้านทานแรงสั่นสะเทือนของอาคาร สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่

AISC เสนอ 4 มาตรการเร่งด่วน

คณะทำงานเสนอให้รัฐบาลประเทศสมาชิกอาเซียนพิจารณาดำเนินมาตรการ ดังนี้

1. ทบทวนการใช้เตา IF สำหรับผลิตเหล็กก่อสร้าง ประเมินความเหมาะสมของการใช้เทคโนโลยี IF ใหม่ โดยพิจารณาความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและตัวอย่างจากต่างประเทศ

2. จำกัดการใช้งาน โดยจำกัดเหล็กจาก IF ให้ใช้เฉพาะงานที่ไม่ใช่โครงสร้างหลัก (Non-critical Applications) เช่น เหล็กเกรด 250 แทนการใช้กับโครงสร้างที่ต้องการเหล็กกำลังสูง พร้อมกำหนดให้ทำเครื่องหมายแสดงกระบวนการผลิตบนเหล็กทุกเส้น เพื่อให้ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายได้

3. ปรับมาตรฐานการทดสอบ หากยังอนุญาตให้ใช้ IF ต่อไป ต้องกำหนดการทดสอบเพิ่มเติม เช่น ค่า K4 และตัวชี้วัดด้านความสะอาดของเหล็ก เพื่อให้มั่นใจว่าเหล็กมีคุณภาพเพียงพอสำหรับการใช้งาน

4. จัดทำแผนยุติการใช้ IF อย่างเป็นขั้นตอน กำหนดโรดแมปการเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีการผลิตที่ปลอดภัยกว่า โดยใช้มาตรการควบคุมเข้มงวดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

เตือน "การไม่ตัดสินใจ" คือความเสี่ยง

AISC ระบุในบทสรุปของรายงานว่า การไม่ดำเนินมาตรการใด ๆ ไม่ใช่ทางเลือก เพราะจะยิ่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในเตา IF เพิ่มขึ้น และเพิ่มโอกาสที่เหล็กซึ่งมีข้อจำกัดด้านคุณภาพจะถูกนำไปใช้ในงานก่อสร้างมากขึ้น

คณะทำงานเห็นว่า ภูมิภาคอาเซียนไม่ควรรอให้เกิดโศกนาฏกรรมด้านโครงสร้างครั้งใหม่ก่อนจึงเริ่มดำเนินการ แต่ควรใช้มาตรการเชิงรุกตั้งแต่วันนี้ เพื่อยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล็ก เสริมสร้างความปลอดภัยของอาคารและโครงสร้างพื้นฐาน ปกป้องชีวิตประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาคในระยะยาว

ทั้งนี้ รายงานฉบับสมบูรณ์ของคณะทำงาน AISC มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายด้านอุตสาหกรรมเหล็กและการปรับปรุงมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิตและความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

สำหรับ SEAISI หรือ South East Asia Iron and Steel Institute ก่อตั้งขึ้นในปี 1971 ภายใต้การสนับสนุนของ United Nations Economic Commission for Asia and the Far East (ECAFE) โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการผลักดันการถ่ายทอดเทคโนโลยี การจัดประชุมวิชาการ การเผยแพร่สถิติ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันเหล็กแห่งชาติของประเทศสมาชิกและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเหล็ก

ขณะที่ AISC หรือ ASEAN Iron and Steel Council เป็นหน่วยงานอิสระที่ตั้งอยู่ภายใต้กรอบของ SEAISI เพื่อดูแลประเด็นด้านเศรษฐกิจและการค้าโดยเฉพาะ โดยทำหน้าที่เป็นเวทีให้ประเทศสมาชิกหารือเรื่องนโยบาย การค้า มาตรฐาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กในอาเซียน 


แหล่งที่มา : กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

The information in the above report, publication and website has been obtained from sources believed to be reliable. However, Iron & Steel Institute of Thailand does not guarantee the accuracy, adequacy or completeness of the information. Any opinions or forecasts regarding future events may differ from actual events or results. In addition, Iron & Steel Institute of Thailand reserves the right to make changes and corrections to the information, including any opinions or forecasts, at any time without notice.